วันอาทิตย์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2561

การวินิจฉัยภาวะโลหิตจาง

การวินิจฉัยภาวะโลหิตจาง
โดยทั่วไปแพทย์จะวินิจฉัยผู้ที่มีภาวะโลหิตจางจากการชักประวัติเบื้องต้น ประวัติครอบครัวและการรักษาทางการแพทย์ และการตรวจร่างกาย เพื่อหาสาเหตุและการตรวจทางห้องปฏิบัติที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ซึ่งการตรวจทางห้องปฏิบัติที่สำคัญประกอบด้วย
  • การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count: CBC) เป็นการนับปริมาณเม็ดเลือดแดงว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือไม่ โดยวัดจากปริมาณฮีโมโกลบินของเม็ดเลือดแดง ซึ่งเป็นค่ามาตรฐานที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน รวมไปถึงการตรวจดูลักษณะเม็ดเลือดว่ามีรูปร่าง ขนาด หรือสีที่ปกติหรือไม่ เพื่อจำแนกปร
    ะเภทของภาวะโลหิตจางได้ 
    ค่าปกติของฮีโมโกลบินตามเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลก (The World Health Organization: WHO) ได้กำหนดไว้สำหรับเด็กอายุ 6 เดือน-6 ปีจะพบประมาณ 11 กรัมต่อเดซิลิตร และเด็กอายุ 6-14 ปี จะพบประมาณ 12 กรัมต่อเดซิลิตร ส่วนผู้ใหญ่จะพบประมาณ 12.5 กรัมต่อเดซิลิตรในเพศหญิง และ 13.5 กรัมต่อเดซิลิตรในเพศชาย ในกรณีวัดด้วยค่าความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดงอัดแน่นหรือค่าฮีมาโตคริต (Hematocrit: Hct) ค่าฮีมาโตคริตปกติสำหรับผู้ใหญ่ในผู้ชายอยู่ระหว่างร้อยละ 40-52 และในผู้หญิงอยู่ระหว่างร้อยละ 35-47 ทั้งนี้เกณฑ์การวินิจฉัยภาวะซีดด้วยการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดจะมีความแตกต่างกันไปตามแต่ละสถาบัน
  • การตรวจวิเคราะห์ชนิดและปริมาณฮีโมโกลบิน (Hemoglobin Electrophoresis) เป็นการตรวจดูชนิดของฮีโมโกลบินในเลือด ซึ่งมีประโยชน์ในการช่วยวิเคราะห์ประเภทของภาวะโลหิตจางที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยได้
  • การตรวจนับปริมาณเม็ดเลือดแดงตัวอ่อน (Reticulocyte Count) เป็นการนับจำนวนเม็ดเลือดแดงตัวอ่อนที่พบอยู่ในเลือด เพื่อตรวจดูการสร้างเม็ดเลือดแดงตัวอ่อนจากไขกระดูกว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • การตรวจระดับธาตุเหล็กในเลือดและร่างกาย เป็นการตรวจวัดปริมาณธาตุเหล็กที่พบในร่างกาย เพื่อดูว่าผู้ป่วยมีภาวะขาดธาตุเหล็กเกิดขึ้นหรือไม่  
  • การตรวจไขกระดูก
การรักษาภาวะโลหิตจาง
ภาวะโลหิตจางมีลักษณะอาการไม่เฉพาะเจาะจงที่บอกได้ชัดเจน จึงจำเป็นต้องทราบสาเหตุการเกิดที่แน่ชัด การรักษาภาวะโลหิตจางยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ประเภทของโลหิตจาง สาเหตุการเกิด ระดับความรุนแรง ซึ่งเป้าหมายของการรักษา คือ การเพิ่มความสามารถในการลำเลียงออกซิเจนในร่างกายได้มากขึ้น โดยการรักษาจะประกอบไปด้วย
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารและวิตามินเสริม เนื่องจากภาวะโลหิตจางบางประเภทเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีสารอาหารไม่เพียงพอ หรือภาวะบางอย่างจากโรค ซึ่งแพทย์จะแนะนำให้รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงและวิตามินต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิตามินบี 12 กรดโฟลิก รวมถึงวิตามินซี ที่มีส่วนช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็ก เช่น เนื้อสัตว์ประเภทเนื้อแดง เครื่องใน อาหารทะเล ผักใบเขียวเข้ม ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ไข่ นม เป็นต้น
รับประทานยาหรือฮอร์โมน ในบางรายแพทย์จะแนะนำให้ผู้ที่มีภาวะโลหิตจางรับประทานยา ฮอร์โมน หรือวิธีทางแพทย์อื่น ๆ เพื่อช่วยให้ร่างกายสามารถผลิตเม็ดเลือดแดงได้มากขึ้นหรือรักษาภาวะโลหิตจางจากบางสาเหตุ เช่น  
  • รับประทานยาปฏิชีวนะในการรักษาอาการติดเชื้อ
  • การให้ฮอร์โมนบางประเภท เพื่อช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนในผู้ที่ประจำเดือนมามากผิดปกติ
  • การฉีดฮอร์โมนอิริโธรโพอิติน เพื่อช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงที่ไขกระดูก
  • การรักษาด้วยวิธีคีเลชั่นบำบัด (Chelation Therapy) เพื่อขับธาตุเหล็กส่วนเกินออกจากร่างกาย
ในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะโลหิตจางรุนแรง แพทย์อาจแนะนำการรักษาด้วยวิธีการเปลี่ยนถ่ายเลือด การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดจากเลือดและไขกระดูก โดยการนำเซลล์ต้นกำเนิดที่ปกติไปแทนเซลล์ที่มีความผิดปกติ เพื่อช่วยให้การสร้างเม็ดเลือดแดงมีปริมาณมากขึ้น หรือ การผ่าตัด เพื่อช่วยรักษาการเสียเลือดมากในอวัยวะนั้น ๆ จากโรคเรื้อรังบางชนิด แต่ในกรณีที่ตรวจไม่พบอาการเลือดออกจากอวัยวะอื่น แต่มีอาการซีดรุนแรงและม้ามโต แพทย์อาจพิจารณาให้ตัดม้ามออก เนื่องจากเกิดการทำลายเม็ดเลือดแดงที่ผิดปกติในม้าม ทำให้เม็ดเลือดแดงถูกทำลายในปริมาณมาก

อ้างอิง : https://www.pobpad.com/โลหิตจาง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

การป้องกันภาวะโลหิตจาง

การป้องกันภาวะโลหิตจาง ภาวะโลหิตจางเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งปัจจัยที่ควบคุมได้และไม่ได้ เบื้องต้น การป้องกันภาวะโลหิตจางจากสาเหตุที่พบได้...